หนี้

“หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด หนี้รักบรรเจิด พริ้งเพริศแสนหวาน”
ถ้าเป็นหนี้รักคนส่วนใหญ่ก็คงอยากจะเป็นหนี้กันใช่ไหมหละคะ แต่ถ้าเป็นหนี้กู้ยืมหลายคนคงพากันส่ายหัวอยากหนีให้ห่างวิ่งให้พ้นเสียมากกว่า ก่อนอื่นผู้เขียนขอนำผู้อ่านเข้าสู่ความหมายของคำว่า “หนี้” ก่อน

ในทางกฎหมายแพ่ง หนี้ คือ ความผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป โดยฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “เจ้าหนี้” มีสิทธิเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ลูกหนี้” ปฏิบัติการชำระหนี้ตามที่กฎหมายหรือมูลหนี้กำหนด
มาตรา ๑๙๔ บัญญัติว่า
“ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้…”
ดังนั้น หนี้จึงมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ
เจ้าหนี้ — ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้มีการชำระหนี้
ลูกหนี้ — ผู้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้
วัตถุแห่งหนี้ — สิ่งที่ลูกหนี้ต้องกระทำเพื่อชำระหนี้ เช่น
ส่งมอบทรัพย์สิน
ชำระเงิน
กระทำการบางอย่าง
งดเว้นการกระทำบางอย่าง

ตัวอย่าง
นาย ก กู้เงินจากนาย ข จำนวน 100,000 บาท
นาย ข = เจ้าหนี้
นาย ก = ลูกหนี้
การชำระเงิน 100,000 บาท = วัตถุแห่งหนี้
สัญญากู้ยืมเงิน = มูลแห่งหนี้

หากถึงกำหนดแล้วนาย ก ไม่ชำระ นาย ข ย่อมมีสิทธิเรียกให้นาย ก ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และในกรณีที่เข้าเงื่อนไขก็อาจเกิด การผิดนัด ตามมาตรา ๒๐๓ เป็นต้นไป
มูลแห่งหนี้เกิดจากอะไร?
โดยหลัก มูลแห่งหนี้ที่ทำให้เกิดความผูกพันทางกฎหมายอาจเกิดจาก เช่น
นิติกรรมหรือสัญญา เช่น ซื้อขาย เช่าทรัพย์ กู้ยืม
ละเมิด เช่น ทำทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
จัดการงานนอกสั่ง
ลาภมิควรได้
บทบัญญัติของกฎหมาย ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เกิดหน้าที่ต่อกัน
กล่าวโดยสรุป “หนี้” ไม่ได้หมายถึงเฉพาะหนี้เงิน แต่หมายถึงความผูกพันที่ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ ซึ่งอาจเป็นการ ให้ ชำระเงิน กระทำการ หรือไม่กระทำการ ก็ได้

บางคนบอกว่าการเป็นหนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน แต่สำหรับผู้เขียนแล้วขออนุญาตมองต่างออกไปผู้เขียนมองว่าการไม่มีหนี้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากกว่าเพราะแทนที่จะเอาเงินไปชำระดอกเบี้ยก็นำไปใช้จ่าย ท่องเที่ยว ลงทุน หรืออื่นๆเพื่อให้เงินสะพัดไปสู่ภาคธุรกิจที่หลากหลายดีกว่าไปกระจุกอยู่ที่เจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว แต่การเป็นหนี้ก็ไม่ใช่จะไม่มีข้อดีเลย บางคนเป็นนี้เพราะต้องการสร้างฐานนะสร้างอาชีพเช่น ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ซื้อรถยนต์ นำไปลงทุนประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หนี้ประเภทนี้เป็นการก่อหนี้อย่างสมเหตุสมผลแต่ทั้งนี้ลูกหนี้ต้องประเมินตัวเองให้ขาดด้วยว่าลูกหนี้มีศักยภาพมากพอที่จะก่อหนี้ระยะยาวหรือไม่ เพราะบางคนก็จ่ายหนี้ได้ไม่ตลอดรอดฝั่งจนโดนยึดทรัพย์ขายทอดตลาดเพื่อมาชำระหนี้ก็มีให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ การประเมินตัวเองจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการหารายได้ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน ภาระหน้าที่ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน หนี้สิน ค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่เงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ลูกหนี้ต้องนำมาคิดวิเคราะห์และคำนวณให้ดีว่าหนี้ที่จะก่อควรมีมูลค่าแค่ไหน เพราะถ้าเป็นหนี้เกินตัวปลายทางคงหนีไม่พ้นสถานะบุคคลล้มละลายทางการเงินเป็นแน่

หนี้มีอยู่สองแบบคือ “หนี้ในระบบ” และ “หนี้นอกระบบ”
ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะเน้นไปที่การบริหารจัดการหนี้ในระบบ หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆสำหรับบุคคลธรรมดา หนี้ในระบบเป็นหนี้ที่จัดการได้ง่ายกว่าหนี้นอกระบบเพราะมีกฎหมายรองรับ รูปแบบการชำระหนี้และกฎระเบียบต่างๆค่อนข้างชัดเจน ต่างจากหนี้นอกระบบที่บริหารจัดการได้ยากมาก การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ ที่เห็นก็มีทั้งดอกเบี้ยรายเดือน ดอกเบี้ยรายวัน ผู้เขียนเห็นคนหลายๆคนที่เป็นหนี้นอกระบบแล้วสงสารเพราะยิ่งกู้เท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งกลายเป็นหนี้ประเภท “เบี้ยหัวแตก”
เบี้ยหัวแตกคือ การที่ผู้กู้ไม่มีกำลังในการชำระเงินต้นคืนเจ้าหนี้ ชำระได้เพียงแค่ดอกเบี้ยไปเรื่อยๆอย่างไม่มีกำหนดและไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อไหร่จนกว่าจะมีเงินก้อนมาปิด พอมีเหตุที่จำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมาอีกก็ต้องไปกู้เพิ่ม ของเดิมยังไม่เคลียร์หนี้ใหม่ก็เพิ่มพูนอีกแล้ว เป็นเหตุให้ลูกหนี้หลายๆคนไม่สามารถชำระหนี้ตามที่ตกลงกันได้
ผลสุดท้ายคือบางคนเลือกที่จะหนีหนี้ ย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ต้องคอยหลบซ่อน หนักหน่อยก็โดนเจ้าหนี้ตามข่มขู่คุกคามชีวิตไม่เป็นอันสงบสุขกันเลย

ผู้เขียนจึงขอแนะนำเลยค่ะว่าถ้าไม่จำเป็นจริงอย่ากู้นอกระบบ เพราะตอนที่ตกลงกับเจ้าหนี้ก็ไปตกลงกันเองเขียนสัญญากันเองซึ่งพ้นวิสัยที่กฎหมายจะคุ้มครองได้แต่ก็เข้าใจค่ะว่าบางทีการทำเรื่องกู้ในระบบมันก็แสนจะยากเย็นเพราะว่าสถาบันการเงินเขามีกฏเกณฑ์ในการปล่อยหนี้ให้เหมาะสมกับอาชีพและรายได้ของแต่ละคนและบางครั้งจำนวนเงินที่ปล่อยกู้อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงอยากแนะนำว่าไม่ว่าจะกู้เงินไปทำอะไรก็แล้วแต่ขอให้เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นกับการใช้ชีวิตจริงๆส่วนอะไรที่รอได้หรือยังไม่จำเป็นก็รอไปก่อนเถอะค่ะเก็บเงินซื้อเอาเพราะถ้าหนี้กลายเป็นเบี้ยหัวแตกขึ้นมาเมื่อไหร่รับรองเลยค่ะว่าคุณจะขาดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมากเหมือนทำงานเหนื่อยฟรีเพื่อเอาเงินมาส่งดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ ทำให้ขาดโอกาสในการนำเงินไปลงทุนหรือต่อยอดให้เพิ่มพูนขึ้น ขาดสภาพคล่อง ไร้เงินเก็บยามฉุกเฉิน เงินสำหรับอนาคตก็ถูกนำมาจ่ายเป็นดอกเบี้ยแทน แทบมองไม่เห็นอนาคตกันเลยทีเดียว

ฉะนั้นแล้วการวางแผนทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกันอย่างจริงๆจังๆ “ตายไปเดี๋ยวไม่ได้ใช้เงิน” ก็ไม่เป็นไรค่ะอย่างน้อยก็ส่งต่อความมั่นคงให้กับลูกหลานได้
แต่การแก่อย่างอนาถานี่สิน่ากลัวกว่าเยอะอย่าไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าเลยค่ะอนาคตไม่มีอะไรแน่นอนเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า

บทความตอนต่อไปผู้เขียนจะเขียนประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับสาเหตุของการก่อหนี้ รออ่านกันได้นะคะ

(Sakullaya Sirijaruthana)
– ADME TAURUS –

← Back

Thank you for your response. ✨

Rating(required)

Leave a Reply

Discover more from

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading